คุณสมบัติ ลักษณะเด่นและการนำไปใช้ประโยชน์

การนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ
           เนื้อมังคุด   มีคุณค่าทางอาหารสูงโดยเฉพาะโพแทสเซียม  โปรตีน สารเยื่อใย  วิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียมและแมกนีเซียม จากการตรวจวิเคราะห์พบว่าในน้ำมังคุด 100 มิลลิลิตร ประกอบด้วยโพแทสเซียมปริมาณสูงถึง 87.14 มิลลิกรัม แคลเซียม 34.53 มิลลิกรัม และแมกนีเซียม 111.22 มิลลิกรัม นอกจากนี้ในเนื้อมังคุดยังประกอบด้วยคุณค่าด้านโภชนาการของธาตุอาหารมากมาย ดังนี้ (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์)

 

ตารางแสดงคุณค่าทางด้านโภชนาการของธาตุอาหารของผลมังคุด


ธาตุอาหาร

ส่วนประกอบของธาตุอาหารต่อ 100 กรัม

ธาตุอาหาร

ส่วนประกอบของธาตุอาหารต่อ 100 กรัม

พลังงาน

34 กิโลแคลอรี

ฟอสฟอรัส

13 มิลลิกรัม

ความชื้น

87.6 เปอร์เซ็นต์

เหล็ก

1 มิลลิกรัม

โปรตีน

0.6  กรัม

โซเดียม

7 มิลลิกรัม

ไขมัน

1 กรัม

โพแทสเซียม

45 มิลลิกรัม

คาร์โบไฮเดรต

5.6 กรัม

วิตามินบี 1

0.03 มิลลิกรัม

เส้นใย

5.1 กรัม

วิตามินบี 2

0.03 มิลลิกรัม

เถ้าถ่าน

0.1 กรัม

ไนอะซิน

0.3 มิลลิกรัม

แคลเซียม

7 มิลลิกรัม

วิตามินซี (แอสคอบิกเอซิด)

4.2 มิลลิกรัม

แมกนีเซียม

13 มิลลิกรัม

 

 

การนำไปใช้ประโยชน์ด้านยารักษาโรค

ส่วนที่ใช้เป็นยา  ส่วนที่เป็นเปลือกผลแห้ง

รสและสรรพคุณยาไทย  มีรสฝาด แก้ท้องเสีย บิด มูกเลือด  ในชนบทมักจะใช้น้ำต้มเปลือกมังคุด
ชะล้างแผลจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  เปลือกผลมังคุดมีสาร "แทนนิน" เป็นจำนวนมาก มีฤทธิ์แก้อาการท้องเดินได้ดี  นอกจากนี้ในเปลือกมังคุดยังออกฤทธิ์สำหรับการสมานแผลได้ดีมาก ทั้งยังมีสรรพคุณฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย โดยเฉพาะเชื้อที่ทำให้เกิดหนองและมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบลงได้ดี กองวิจัยทางแพทย์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษารายงานว่าไม่มีพิษเฉียบพลันแต่ควรระวังเรื่องขนานของการใช้เพราะสารที่เปลือกมังคุดมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและเพิ่มความดันเลือดได้
วิธีใช้ เปลือกมังคุดใช้เป็นยารักษา อาการท้องเสีย โดยใช้เปลือกที่ตากแห้งต้มกับน้ำปูนใสหรือฝนกับน้ำดื่ม ได้แก่ อาการเป็นบิด (ปวดเบ่ง มีมูก และอาจมีเลือดออก) โดยใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล
(4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียมฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้วดื่มทุกชั่วโมง

การนำไปใช้ประโยชน์จากยางมังคุด

           ยางมังคุดมีลักษณะเป็นสารสีเหลืองในผลมังคุด และมีประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมหลายประเภทในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยาสำหรับโรคมะเร็ง โรคเอดส์ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ภูมิแพ้ และยารักษาโรคผิวหนัง เนื่องจากยางมังคุดใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดสารกลุ่มแซนโทน ซึ่งแต่ละชนิดที่มีฤทธิ์ทางยาที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมพลาสติก ทั้งนี้มีรายงานว่าอนุพันธ์ของสารประกอบกลุ่มแซนโทน ชนิดเตตระไฮดรอกซี (tetra-hydroxyxanthone)  เมื่อนำมาผสมกับสารโพลีเอสเตอร์ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก  จะช่วยให้สามารถยืดอายุการใช้งานได้หลายเท่า เพราะยางมังคุดมีคุณสมบัติการทนแสงอัลตราไวโอเลตจึงถูกใช้ทดสอบเป็นส่วนประกอบของเซลล์แสงอาทิตย์  นอกจากนี้ยางมังคุดอาจเข้ามามีบทบาทในการใช้เป็นสารเจือปนในอาหาร เพราะฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อStaphylococcus Aureus ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้  นักวิจัยได้รายงานว่ายางสีเหลืองนี้ประกอบด้วยสารประกอบกลุ่มแซนโทนถึง 75 เปอร์เซ็นต์ พบมากในส่วนเนื้อเปลือกด้านใน  และยางมังคุดละลายได้ดีในสารระเหยชนิดมีพิษได้แก่ เมทานอล และอะซีโตน และละลายได้อย่างช้าในเอทิลแอลกอฮอล์ (กรมวิชาการเกษตร)

เอกสารอ้างอิง

กองวิจัยทางแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
กรมวิชาการเกษตร.   เครือข่ายผลไม้ไทย
สุธิวงศ์  พงษ์ไพบูลย์. (2544).  โครงการ ”แผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้ : ฐานเศรษฐกิจและทุนวัฒนธรรม”