ประวัติและความสำคัญ


ความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม

        ภาคใต้จัดเป็นแหล่งปลูกมังคุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและสามารถผลิตมังคุดที่มีคุณภาพดี มีรสชาติดีเมื่อเทียบกับมังคุดในภูมิภาคอื่นของประเทศ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จากความมีเอกลักษณ์ในรูปร่างของผลที่สวย และมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจนได้รับฉายาว่า “Queen of Fruits” ดังนั้น ในปัจจุบันมังคุดจึงจัดเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพสูงในการส่งออก ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่าปีละมากกว่า จำนวน 1,500 ล้านบาท จากสถิติข้อมูลการส่งออกของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2553 สามารถส่งออกผลผลิตมังคุดได้ จำนวน 120,000 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายทั้งในรูปผลสดและผลแช่แข็ง ซึ่งส่งออกในรูปของผลสด จำนวน 80,000 ตัน และส่งออกในรูปของผลแช่แข็ง จำนวน 40,000 ตัน และในอนาคตมีแนวโน้มว่ามังคุดจะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยได้ขยายตลาดการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งมีประชากรสูง ก็ให้ความสนใจกับไม้ผลชนิดนี้ด้วย (สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์)

ความเป็นมา

        มังคุดเป็นพืชที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจจะเป็นบริเวณประเทศอินโดนีเซีย  ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวโลกตะวันตกตั้งแต่ปี พ.ศ 2174 จากแหล่งกำเนิดนี้พบการแพร่กระจายแต่ยังคงอยู่ในพื้นที่บริเวณรอบๆ แหล่งกำเนิดเดิม  เนื่องจากมังคุดเป็นพืชที่มีเมล็ดสดทำให้มีการสูญเสียความงอกได้ง่าย ดังนั้นจึงพบการกระจายอยู่บริเวณคาบสมุทรมาเลย์ ประเทศพม่า ไทย เขมร เวียดนามและหมู่เกาะซุนดาร์ อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2503 ได้มีการศึกษาถึงแหล่งกำเนิดที่แน่ชัดโดยสันนิษฐานว่าคาบสมุทรมาเลเซียน่าจะเป็นแหล่งกำเนิดเพราะพบว่าสายพันธุ์ที่เป็นพ่อและแม่ของต้นมังคุดอยู่ในบริเวณนี้  นอกจากนี้มีการสันนิษฐานว่ามังคุดเริ่มมีการปลูกเป็นพืชพื้นบ้านครั้งแรกในประเทศไทยหรือประเทศพม่า (Yaacob, 1995) และจากคุณสมบัติพิเศษของมังคุดที่เมล็ดไม่ได้เกิดจากการผสมข้ามเนื่องจากละอองเกสรเป็นหมัน ดังนั้นมังคุดจึงไม่มีการกลายพันธุ์ด้วย (สุธิวงศ์  พงษ์ไพบูลย์)

การค้นพบ

        มังคุดจะนำมาปลูกในประเทศไทยเมื่อไรไม่ทราบได้แน่ชัด แต่คาดว่าจะมีมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะฝั่งธนบุรีแถบที่ตั้งโรงพยาบาลศิริราช ณ ปัจจุบัน เดิมเรียกว่า วังสวนมังคุด นอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่า สมัยเริ่มตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ มังคุดน่าจะเป็นผลไม้ที่มีการปลูกกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  เพราะปรากฏในจดหมายเหตุของฑูตชาวลังกา ที่มาขอพระสงฆ์ไทยไปอุปสมบทชาวลังกา เมื่อประมาณ 212 ปีมานี้ “เมื่อคณะฑูตมาถึงธนบุรี ข้าราชการหลายแผนกได้นำทุเรียน มังคุด มะพร้าว และอื่นๆ ให้คณะฑูต แล้วจึงเดินทางต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา” (ไพโรจน์มาศผล)

        สำหรับแหล่งที่ค้นพบการปลูกมังคุด  พบว่ามีการปลูกมากในแถบภาคใต้ของประเทศไทย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์พื้นที่ปลูกประมาณ 61 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดในประเทศ สำหรับภาคใต้พบว่ามีการปลูกในทุกจังหวัดของภาคใต้ จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมาก ได้แก่ จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา นราธิวาส และจังหวัดสุราษฏร์ธานีตามลำดับ  และเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้เป็นคาบสมุทรที่ทอดยาว ประกอบกับมีภูเขาสูงอยู่กลางพื้นที่ ทำให้ช่วงออกดอกและการเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน คือ แหล่งปลูกบริเวณฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดระนองและจังหวัดพังงา  มังคุดจะออกดอกประมาณเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะมีการออกดอกก่อนแหล่งปลูกทางฝั่งอ่าวไทย  คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม  แหล่งปลูกทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทร การออกดอกจะไล่จากพื้นที่ตอนบนลงมา คือการออกดอกจะเริ่มจากจังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาสตามลำดับ ทำให้ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตของภาคใต้ตอนบนเร็วกว่าการเก็บเกี่ยวผลผลิตของภาคใต้ตอนล่าง  และการเก็บเกี่ยวผลผลิตของภาคใต้จะล่าช้ากว่าแหล่งปลูกในภาคตะวันออกของประเทศไทย นอกจากนี้ในพื้นที่ปลูกบางแหล่งของภาคใต้ยังสามารถให้ผลผลิตนอกฤดูกาลได้ เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ในอำเภอพรหมคีรี  อำเภอท่าศาลา อำเภอเมืองและอำเภอลานสกา เพราะอิทธิพลของสภาพภูมิประเทศที่มีภูเขาสูงทำให้เกิดความแห้งแล้งในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม  ซึ่งส่งผลให้มังคุดออกดอกได้ในช่วงปลายปีได้  ซึ่งนับว่าเป็นผลดีเพราะผลผลิตที่ออกนอกฤดูกาลจะมีราคาสูงกว่าผลผลิตในฤดูกาลประมาณ 4 ถึง 5 เท่าด้วย (สุธิวงศ์  พงษ์ไพบูลย์)