ข้อมูลสารสนเทศเชิงลึก

Menu
ภาคใต้


สภาพทั่วไป

          สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของภาคใต้มีลักษณะเป็นพื้นที่ยาวและแคบ ทอดยาวจากเหนือ-ใต้ คิดเป็นระยะทางประมาณ 750 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดมีความยาวประมาณ 220 กิโลเมตรจากฝั่งตะวันออกของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ อ.ปากพนัง มาถึงฝั่งตะวันตกของจังหวัดพังงาที่ อ.ท้ายเหมือง ส่วนที่แคบที่สุดคือบริเวณ “คอคอดกระ” ในจังหวัดระนองจากฝั่ง อ.กระบุรีถึงฝั่งด้านตะวันออกมีความกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร ทิศเหนือติดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ทิศใต้ติดประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันออกติดอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดอ่าวเบงกอลในทะเลอันดามันและสหภาพพม่า

          ภาคใต้มีพื้นที่ทั้งหมด 44.2 ล้านไร่ โดยประมาณ คิดเป็นร้อยละ 13.8 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และ สุราษฎร์ธานี จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดคือจังหวัด  สุราษฎร์ธานี และจังหวัดที่เล็กที่สุดคือจังหวัดภูเก็ต โดยทุกจังหวัดของภาคมีเขตติดต่อกับทะเล ยกเว้นจังหวัดยะลา

          ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยพื้นที่ราบ ป่าไม้ ภูเขา หาดทราย น้ำตก ถ้ำ ทะเลสาบ และกลุ่มเกาะในท้องทะเลทั้งสองฝั่ง มีเทือกเขาที่สำคัญได้แก่เทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาภูเก็ต เทือกเขานครศรีธรรมราช โดยมีเทือกเขาสันกาลาคีรีเป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทยกับมาเลเซีย รวมความยาวของเทือกเขาภาคใต้ทั้งหมดกว่า 1,000 กิโลเมตร มีแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำพุมดวง แม่น้ำตาปี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำท่าทอง แม่น้ำตะกั่วป่า แม่น้ำปากพนัง และแม่น้ำตรัง

          จากลักษณะทางภูมิประเทศดังกล่าวจึงส่งผลให้ภาคใต้มีลักษณะภูมิอากาศที่เหมาะสำหรับการปลูกไม้เศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ปาล์มน้ำมัน เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนาไมที่ใหญ่สุดของประเทศ


ภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้

          ผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคใต้  (GRP at constant 1988 prices) ปี 2552 มีมูลค่า362,428 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ (GDP) โครงสร้างการผลิตของภาคใต้พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 34.0 ของ GRP ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าการผลิตภาคกสิกรรมถึงร้อยละ  70.1 ของมูลค่าภาคเกษตรกรรม ส่วนที่เหลือเป็นมูลค่าการผลิตประมงมีสัดส่วนร้อยละ 29.9 สาขาการผลิตที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่ สาขาการผลิตอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 12.4 และสาขาการค้าส่งและค้าปลีกร้อยละ 11.9 (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2553)

          เกษตรกรรมจึงเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญของภาคใต้มาโดยตลอด เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของภาคมีการดำรงชีพที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับภาคการเกษตร  ผลิตผลการเกษตรที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงประชากรภายในภาคและประเทศ ส่วนที่เหลือใช้เป็นวัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มของผลผลิตและการจ้างแรงงาน นอกจากนั้นยังเป็นสินค้าส่งออกเพิ่มรายได้เงินตราต่างประเทศ และช่วยลดดุลการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ ได้แก่ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ มะพร้าว เงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง และข้าว (สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดสงขลา, 2553) ส่วนสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่โคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ และสุกร (กลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติ ศูนย์สารสนเทศ กรมปศุสัตว์, 2553)

          ทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งในภาคใต้ทำกันมากทั้งทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก สำหรับชนิดสัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยงกันมากแต่เดิมคือกุ้งกุลาดำ โดยมีการเลี้ยงกันมากและ ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง พ.ศ. 2535-2545 โดยระบบการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบพัฒนาที่มีความหนาแน่นสูงและใช้เงินลงทุนสูง อย่างไรก็ตามจากปัญหามลภาวะต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด รวมทั้งปัญหาราคากุ้งที่ลดต่ำลง ได้ส่งผลให้พื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมีแนวโน้มลดลง ทำให้ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงได้เปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแทน เนื่องจากเป็นกุ้งที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีความต้านทานต่อโรคสูง และให้ผลผลิตในอัตราสูง ประกอบกับมีต้นทุนการเลี้ยงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกุ้งกุลาดำ ทั้งนี้ ปริมาณกุ้งขาวจากการเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 65 ของประเทศเป็นผลผลิตจากพื้นที่เพาะเลี้ยงในภาคใต้ รองลงมาเป็นภาคตะวันออกคิดเป็นร้อยละ 20 (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2553)

          การจัดทำคลังข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของภาคใต้ จึงได้เลือกนำเสนอข้อมูลของพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด กาแฟ และกุ้ง เนื่องด้วยกลุ่มตัวอย่างทั้ง 6 ชนิดมีความโดดเด่นและสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตและการเกษตรกรรมของคนในภาคใต้ รวมทั้งยังมีศักยภาพที่จะขยายผลไปยังภาคต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราและปาล์มน้ำมัน ดังนั้นกรรมวิธีตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจดังกล่าวควรจะได้มีการรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการสืบค้นนำไปใช้ต่อในอนาคต อีกทั้งจากสถานการณ์การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่มีการขยายพื้นที่กระจายทั่วประเทศ ทำให้ข้อมูลทางการผลิตเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรรายใหม่ที่เริ่มมาประกอบอาชีพได้  การจัดทำคลังความรู้ ข้อมูล สารสนเทศการวิจัยพัฒนาการเกษตรสำคัญที่เป็นประโยชน์เชื่อมโยงเผยแพร่ทางเว็บไซต์ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ใช้บริการสารสนเทศสามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ต่อยอดการวิจัย การตัดสินใจทำการเกษตร ตลอดจนก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรทั่วไปได้