- A +

ลงทุนเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ

โดย พีรเดช ทองอำไพ | วันที่เพิ่ม : 27 พฤษภาคม 2547 | ผู้ชม : 365

การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ ถ้าจะว่าไปแล้ว ใคร ๆ ก็เลี้ยงได้ แต่การที่เลี้ยงได้ ไม่ได้หมายความว่าจะประสบผลสำเร็จเสมอไป ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ดีและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือมีความเสี่ยงต่ำ ก็จำเป็นต้องเลี้ยงด้วยความรู้ ซึ่งตอนนี้ความรู้ต่าง ๆ อย่างครบวงจรมีอยู่แล้วจากผลการวิจัยที่ทำกันมาติดต่อกันเกือบ 10 ปี โดย ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ซึ่งตอนนี้เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้จัดการเครือข่ายวิจัยพืชและสัตว์น้ำ ของ สกว. ด้วย

เรื่องวิธีการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อให้ได้ผลนั้น มีขั้นตอนอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่หลายคนต้องการทราบก็คือถ้าลงทุนเลี้ยงแล้วมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และจะต้องลงทุนเท่าไหร่เพื่อจะได้ดูว่ากี่ปีจึงจะคุ้มทุน และจะต้องมีข้อกำหนดหรือเตรียมการอะไรบ้าง

ข้อมูลมีอยู่ว่าฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อที่โครงการต้นแบบระบบการทำฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเชิงพาณิชย์กำหนดไว้คือ เป็นฟาร์มเลี้ยงบนบกใช้ระบบหมุนเวียนน้ำแบบกึ่งปิด ซึ่งทางโครงการได้พัฒนาขึ้นมาและทดสอบแล้วว่าเหมาะสมที่สุด บริเวณที่ตั้งฟาร์มควรเป็นพื้นที่บริเวณชายฝั่งที่มีน้ำทะเลสะอาดและความเค็มสูงตลอดปี โดยแบ่งเป็นหน่วยการผลิตมาตรฐานซึ่งแต่ละหน่วยจะต้องใช้พื้นที่ 200 ตารางวาหรือครึ่งไร่ เสร็จแล้วทางโครงการจะจัดส่งลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อขนาดมาตรฐานคือความยาวเปลือก 2 เซนติเมตรที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์มาแล้วมายังฟาร์มเลี้ยงที่ร่วมโครงการ ทางฟาร์มก็ก็เลี้ยงต่อไปประมาณ 8-12 เดือน พอเข้าเดือนที่ 13 เป็นต้นไปก็จะได้ผลผลิตเป็นหอยเป๋าฮื้อขนาดคอกเทล คือมีน้ำหนักประมาณ 30-50 กรัมต่อตัว รวมแล้วเดือนละประมาณ 90 กิโลกรัม ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นรายได้แล้วประมาณเดือนละ 120,000 บาท

มาดูเรื่องงบลงทุนบ้าง การลงทุนมีอยู่สองส่วนคือส่วนแรกเป็นเรื่องของการก่อสร้างฟาร์ม ซึ่งจะประกอบด้วยบ่อเลี้ยง 40 บ่อ บ่อกรอง บ่อพักน้ำ หลังคาพรางแสง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ครบชุด ซึ่งส่วนนี้จะลงทุนประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนที่สองเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายในช่วงแรกที่ยังไม่มีรายได้อีกประมาณ 800,000 บาท รวมแล้วใช้เงินลงทุน 1.8 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่รวมค่าที่ดินซึ่งก็แล้วแต่ทำเลและขนาด รวมแล้วต้องทำประมาณ 36 เดือนก็คุ้มทุน ที่เหลือก็เก็บเกี่ยวกำไรไปอีกนาน เพราะว่าให้ผลตอบแทนหรือสัดส่วนกำไรสูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ประมาณการขึ้นมาอย่างลอย ๆ แต่ว่าเป็นผลจากการสร้างต้นแบบและศึกษาจากสภาพจริงที่ทำซ้ำมาแล้วหลายครั้ง โดยอาศัยสภาพการผลิตจริงเป็นต้นแบบ

โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะหาสมาชิกเข้ามาร่วมประมาณ 10 รายในปีแรกและเพิ่มเป็น 20 รายในปีที่สอง ถ้าทำได้ตามนี้ก็หมายความว่าจะมีผลผลิตป้อนตลาดได้ 500 ตันต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ถ้าส่งออกก็ทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ตอนนี้ได้ข่าวมาว่ามีเอกชนหลายรายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว และคาดว่าคงเกินเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ตัวอย่างเรื่องการวิจัยหอยเป๋าฮื้อจากที่ไม่รู้อะไรเลย จนกระทั่งสามารถผลิตได้อย่างครบวงจรแบบนี้ เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างมาก หากขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังโอกาสที่จะเกิดผลแบบนี้คงเป็นไปได้ยาก ผมอยากยกตัวอย่างเรื่องการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นบทเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าราคากุ้งดีมาก จนกระทั่งใครต่อใครก็หันมาเลี้ยงกันกันทั้ง ๆ ที่ไม่ได้หาความรู้ไว้ก่อน ผลที่ตามมาคือพังพินาศทั้งระบบ เพราะว่าไม่ได้มีการวางระบบมาตั้งแต่แรก เรียกได้ว่าชาวบ้านเลี้ยงกุ้งกันไปแล้วมากมายแต่ความรู้ทางวิชาการซึ่งนักวิชาการควรเป็นผู้ศึกษาไว้ยังตามไม่ทัน สรุปแล้วเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจึงแก้ไขกันไม่ได้ จากบทเรียนเหล่านี้ทำให้โครงการหอยเป๋าฮื้อใช้ยุทธวิธีใหม่ คือศึกษาให้ครบถ้วนก่อน จนกระทั่งเห็นว่าเดินหน้าต่อไปได้ จึงเผยแพร่ออกมาในวงกว้างพร้อมระบบควบคุมอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมแบบเดียวกับกุ้ง

สรุปแล้วหอยเป๋าฮื้อสายพันธุ์ไทยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาก และมีที่เกิดมาจากความรู้ที่ได้สร้างขึ้นมาด้วยงานวิจัย ดังนั้นถ้าใครสนใจก็ลองติดต่อ ดร. เผดิมศักดิ์ ได้โดยตรง ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2218-8163 ซึ่งคาดว่าหอยชนิดนี้จะเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ที่เห็นคุณค่าของงานวิจัยครับ